"กูรู้...มึงสู้ไหว"
อาจจะเป็นคำหยาบคาย ไม่เพราะรูหูเท่าไร
แต่ความหมายของคำๆนี้ น่าจะดีกว่าคำสุภาพ หลายๆคำที่เราเคยได้ฟังกัน
อาจจะเป็นคำหยาบคาย ไม่เพราะรูหูเท่าไร
แต่ความหมายของคำๆนี้ น่าจะดีกว่าคำสุภาพ หลายๆคำที่เราเคยได้ฟังกัน
ผมได้แรงบันดาลใจ มาจากหนังสือเล่มหนึ่ง ที่มีชื่อเดียวกันนี้
เขียนโดยนายแพทย์ติยะ ราคา 99บาท (กูจะบอกทำไมเนี่ย ไม่ได้ค่าโฆษณาซักบาท - -")
ช่วงเวลาหลังจากที่เราหลุดจากรั้วสถาบันฯ มานั้น หลายๆคนอาจจะเจอประสบการณ์ชีวิตแตกต่างกัน
ที่ขนาดเอาปัญหาของทุกคนมาเล่าเรียงกัน น่าจะกินเวลายาวกว่า เวลาที่ผู้ชุมนุมปิดราชประสงค์ซะอีก
การที่เราเจอปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องครอบครัว เรื่องเงิน เรื่องเพื่อน เรื่องการเมือง
ก็เป็นเรื่องปกติ ที่มนุษย์ทุกคนต้องพบเจอ หากแต่ เราจะยอมแพ้ จะวิ่งหนี ปัญหานั้นหรือไม่
แล้วเราจะรู้ได้ไงว่า ปัญหานั้นเราสามารถผ่านไปได้หรือไม่
มันอาจจะต้องใช้เวลา และแรงกาย รวมถึงแรงใจ บ้าง ไม่มากก็น้อย
ชีวิตนี้ไม่มี "ทางตัน" หากเราเริ่มแก้ปัญหานั้น ซักวัน ปัญหาก็จะหายไป
แต่ก็เป็นแสงไฟที่ส่องสว่าง และถ้ายิ่งรอบข้างมืดเท่าไร แสงไฟดวงนั้นก็จะยิ่งสว่างขึ้น
เปรียบกับ ยิ่งมีอุปสรรคมากเท่าไร ยิ่งทำให้เราเห็นโอกาสในชีวิต
อยู่ที่ว่าเราจะมองเพ่งไปที่
ความมืด หรือ แสงไฟ
อุปสรรค หรือ โอกาส
ขอแค่เราทำวันนี้ให้ดีที่สุด ไม่ยอมแพ้ให้กับปัญหา
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าทางข้างหน้าจะเป็นยังไง
ขอให้ลุยไปให้ถึงที่สุด จะเดิน จะวิ่ง ก็ขอให้ไปต่อ
แล้วก็ขอให้ฟังไว้ด้วยว่า
"กูรู้...มึงสู้ไหว"
.........
.......
.....
...
.
ปล.แด่ผู้ที่ได้ รับผลกระทบจากเหตุการณ์พฤษภาเลือดมากที่สุด

